โค้ชนำเทรดสดทุกวัน
ไม่ต้องเทรดเหงาๆ คนเดียว มีโค้ชผู้เชี่ยวชาญพาวิเคราะห์กราฟและเข้าออเดอร์สดๆ พร้อมกัน
เข้ากลุ่มฟรี ตลอดชีพ
มอบสิทธิ์เข้ากลุ่ม LINE VIP ให้เรียนรู้และทำกำไรตามโค้ชฟรีตลอดชีพ ไม่มีเงื่อนไขแอบแฝง
วิธีเรียนหาเงินด้วยแท่งเทียน
เริ่มต้นที่นี่ สำเร็จทุกคน ไม่เคยเทรดมาก่อนก็เรียนได้ ปรับพื้นฐานการดูกราฟและการลงทุน
เทคนิคทำกำไรสม่ำเสมอ
แจกเทคนิคการเข้าทำกำไรทั้งตลาด Binary Options และ Forex ที่มีความแม่นยำสูง
คอมมูนิตี้คุณภาพ
สังคมเทรดเดอร์ที่คอยให้กำลังใจ แชร์ความรู้ และเติบโตไปด้วยกัน ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
ปลดล็อคอิสรภาพ
เปลี่ยนคุณให้เป็น Full-time Trader มีเวลาให้ครอบครัว มีรายได้กระแสเงินสดทุกวันผ่านมือถือ
เทรดเดอร์มีทั้งหมดกี่สาย?
แล้วสไตล์การเทรดแบบไหนที่เหมาะกับคุณที่สุด? ค้นหาวิธีทำกำไรที่ยั่งยืนสำหรับคุณ
การก้าวเข้ามาเป็นเทรดเดอร์เต็มตัว สิ่งแรกที่ต้องตอบให้ได้คือ "คุณเป็นเทรดเดอร์สายไหน?" เพราะการเทรดสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 สายหลัก ซึ่งแต่ละสายมีสไตล์การทำกำไร การวิเคราะห์ และความเสี่ยงที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน การฝืนเทรดในรูปแบบที่ไม่ตรงกับเวลาชีวิตและนิสัย อาจทำให้คุณอยู่ในตลาดนี้ได้ไม่นาน
1. Scalper (สายสั้นมาก เก็งกำไรฉับไว)
Scalping คือสไตล์การเทรดที่เน้นความรวดเร็ว เปิด-ปิดออเดอร์ภายในไม่กี่วินาทีหรือเป็นนาที เน้นการเก็บกำไรก้อนเล็กๆ แต่เข้าเทรดหลายครั้งต่อวัน มักพบได้บ่อยในกลุ่มคนที่เทรดคู่เงินที่มีความผันผวนสูง คริปโทเคอร์เรนซี หรือตลาดที่เน้นการตัดสินใจแบบเรียลไทม์อย่าง Binary Options
-
ข้อดี: ทำกำไรได้รวดเร็ว ไม่ต้องถือออเดอร์ค้างนานให้กังวลใจ
-
ข้อควรระวัง: มีความเครียดสูง ต้องใช้สมาธิเฝ้าหน้าจออย่างหนัก และมีต้นทุนค่าธรรมเนียมจากการเปิดออเดอร์บ่อย
-
เหมาะกับใคร: คนที่ชอบความท้าทาย คิดเร็วทำเร็ว มีเวลาเฝ้ากราฟแบบต่อเนื่อง
2. Day Trader (สายรายวัน จบในวันเดียว)
Day Trade คือสไตล์ยอดฮิตสำหรับคนที่ต้องการความชัดเจนในแต่ละวัน เทรดเดอร์สายนี้จะเปิดและปิดออเดอร์ให้จบภายในวันเดียว จะไม่มีการถือออเดอร์ข้ามคืนเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากข่าวแรงๆ นอกเวลาทำการ มักพึ่งพาการวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis) และใช้เครื่องมืออย่าง RSI (Relative Strength Index) หรือเส้นแนวรับ-แนวต้าน เพื่อหาจุดเข้าซื้อที่แม่นยำ
-
ข้อดี: ได้โอกาสเทรดทุกวัน ควบคุมความเสี่ยงรายวันได้ดี และได้นอนหลับเต็มอิ่มโดยไม่ต้องพะวงกับกราฟ
-
ข้อควรระวัง: ต้องมีวินัยสูงมาก และยังต้องจัดสรรเวลาในการวิเคราะห์กราฟพอสมควร
-
เหมาะกับใคร: เทรดเดอร์เต็มเวลา (Full-time Trader) หรือคนที่มีเวลาจัดสรรหน้าจอในช่วงเปิดตลาดของแต่ละวัน
3. Swing Trader (สายกลาง จับรอบการสวิง)
การเทรดแบบ Swing Trade จะเน้นการถือออเดอร์ข้ามวัน อาจกินเวลาหลายวันไปจนถึงหลายสัปดาห์ เป้าหมายคือการจับ "รอบการแกว่งตัว" ของราคาในกรอบเวลา (Timeframe) ที่ใหญ่ขึ้น
-
ข้อดี: ไม่ต้องเฝ้าหน้าจอตลอดเวลา มีเวลาไปทำกิจกรรมอื่น ๆ
-
ข้อควรระวัง: ต้องมีความอดทนต่อการแกว่งตัวของราคาในระหว่างที่ถือออเดอร์ (Drawdown) และต้องวางแผน Stop Loss ให้กว้างขึ้น
-
เหมาะกับใคร: พนักงานประจำ หรือคนที่มีธุรกิจส่วนตัวที่ไม่ไม่มีเวลาเฝ้าจอตลอดวัน แต่สามารถอัปเดตกราฟได้วันละ 1-2 ครั้ง
4. Position Trader (สายยาว เน้นเทรนด์ใหญ่)
Position Trading คือสไตล์การเทรดที่คล้ายกับการลงทุนระยะยาว (Investment) ถือออเดอร์เป็นเดือนหรือเป็นปี เน้นเกาะไปกับเทรนด์ใหญ่ของตลาด เทรดเดอร์สายนี้จะให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Analysis) นโยบายเศรษฐกิจระดับมหภาค เช่น การรายงานผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ๆ การประกาศตัวเลขเศรษฐกิจ หรือ รายงานการประชุม FOMC และทิศทางอัตราดอกเบี้ย
-
ข้อดี: ใช้เวลาเฝ้าจอน้อยที่สุด ลดความเครียดจากความผันผวนระยะสั้น
-
ข้อควรระวัง: ต้องใช้เงินทุนสูง (เพื่อทนการลากของราคา) และต้องมีความรู้ความเข้าใจในสภาวะเศรษฐกิจเชิงลึก
-
เหมาะกับใคร: นักลงทุนที่มีสายป่านยาว เน้นผลตอบแทนระยะยาวและมีความอดทนสูงส่ง
7 อินดิเคเตอร์ยอดนิยม
เครื่องมือพื้นฐานที่ช่วยในการวิเคราะห์กราฟหุ้น หรือคริปโทเคอร์เรนซี สำหรับเทรดเดอร์มืออาชีพ
1. Bollinger Band (BB) - วัดระดับความผันผวน
ใช้ดูว่าราคากำลัง "แกว่งตัว" แรงแคไหน ประกอบด้วยเส้น 3 เส้น (Upper, Basis, Lower) ถ้าเส้นขอบขยายกว้างแสดงว่าผันผวนสูง ถ้าเส้นบีบแคบแสดงว่าราคากำลังเลือกทาง
- กลยุทธ์การใช้งาน: เมื่อเส้นขอบทั้งสองบีบเข้าหากัน (Squeeze) แสดงว่ากราฟกำลังสะสมพลัง หากราคา "ทะลุ" เส้นบนหรือล่างมักจะเกิดเทรนด์แรงๆ
- จุดสังเกต: ราคามักจะวิ่งกลับเข้าหาเส้นกลางเสมอเสมือนมีแรงดึงดูด
2. MACD — สัญญาณ ยืนยันแนวโน้ม
ดูการตัดกันของเส้นสัญญาณ (Signal Line) เพื่อหาจังหวะเข้าซื้อหรือขาย และดูแรงส่ง (Momentum) ของราคา
- ขาขึ้น: เส้น MACD ตัดเส้น Signal ขึ้น (Golden Cross) และอยู่เหนือเส้น 0
- ขาลง: เส้น MACD ตัดเส้น Signal ลง (Dead Cross) และอยู่ใต้เส้น 0
- Histogram: แท่งกราฟด้านล่างบอกถึง "แรงส่ง" ยิ่งแท่งสูงแรงยิ่งเยอะ
3. RSI — ดัชนีวัดการแกว่งตัว
ใช้ดูว่าราคา "ถูกไป" หรือ "แพงไป" ในช่วงเวลานั้น (Overbought & Oversold)
- Overbought (>70): คนซื้อเยอะเกินไปแล้ว ราคาแพงเกินไป ระวังราคาจะย่อตัวถูกเทขาย (อย่าไล่ราคา)
- Oversold (<30): คนขายเยอะเกินไปแล้ว ราคาลงมาต่ำเกินไป มีโอกาสเกิดการรีบาวด์ดีดกลับ (จุดเฝ้าระวังเพื่อเข้าซื้อ)
4. 200 EMA — เส้นแบ่งแนวโน้มใหญ่ (ระยะยาว)
เป็น "เส้นแบ่งนรก-สวรรค์" (เส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน) ที่สถาบันการเงินและเทรดเดอร์ทั่วโลกใช้
- เหนือเส้น 200: ตลาดเป็น "ขาขึ้น" (Bullish) ให้เน้นเทรดฝั่งซื้อ (Buy/Long)
- ใต้เส้น 200: ตลาดเป็น "ขาลง" (Bearish) ให้เน้นเทรดฝั่งขาย (Sell/Short)
5. 50 EMA — แนวรับ/แนวต้าน ระยะกลาง
ใช้เป็นแนวรับ-แนวต้านระยะกลาง เทรดเดอร์มักใช้เส้นนี้เพื่อตั้งจุดยอมแพ้ (Stop Loss)
- หน้าที่: ในเทรนด์ที่แข็งแกร่ง ราคามักจะลงมาทดสอบเส้น 50 แล้วเด้งกลับ
- Stop Loss: นิยมวางจุดตัดขาดทุนไว้ใต้เส้นนี้เล็กน้อย หากราคาหลุดเส้น 50 แปลว่าเทรนด์เริ่มเสียทรง
6. 9 EMA — ความแรงระยะสั้น
เหมาะสำหรับสายซิ่ง (Scalping/Day Trade) เพื่อดูว่าราคายังมีแรงไปต่อในระยะสั้นๆ หรือไม่
- สาย Scalping: ถ้าราคายังเกาะเส้น 9 ไปเรื่อยๆ แสดงว่าเทรนด์แรงมาก ห้ามสวนเทรนด์เด็ดขาด
- สัญญาณเตือน: หากราคาห่างจากเส้น 9 มากเกินไป มักจะมีการย่อตัวกลับมาหาเส้น (Mean Reversion)
7. 21 EMA — จุดเข้าทำกำไร (The Sweet Spot)
มักใช้เป็นแนวรับสำคัญในเทรนด์ขาขึ้น เมื่อราคาย่อมาแตะเส้นนี้แล้วเด้ง มักจะเป็นจุดเข้าซื้อที่ดี
- Entry Point: เป็นจุดที่ราคามักจะพักตัว (Pullback) มาถึงในเทรนด์ปกติ
- Exit Point: หากราคาปิดแท่งเทียนหลุดเส้น 21 ลงมา อาจเป็นสัญญาณแรกที่บอกว่าควรขายทำกำไรออกก่อน
ข้อแนะนำเพิ่มเติม:
แม้ว่าอินดิเคเตอร์เหล่านี้จะดูแม่นยำ แต่ ไม่ควรใช้เพียงตัวเดียวในการตัดสินใจ เทรดเดอร์มือโปรมักจะใช้ "การผสมผสาน" (Confirmation) เช่น ดูแนวโน้มจาก 200 EMA ก่อน แล้วค่อยหาจุดซื้อจาก RSI หรือ 21 EMA เป็นต้น
Note สำคัญ: อินดิเคเตอร์คือข้อมูลย้อนหลัง (Lagging Indicators) มันบอกสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว ดังนั้นต้องบริหารความเสี่ยงเสมอ (Money Management)
📌 ตารางสรุปการตั้งค่าที่นิยมใช้กัน
| อินดิเคเตอร์ (Indicator) |
ค่ามาตรฐาน (Setting) |
วัตถุประสงค์หลัก |
| Bollinger Bands (BB) |
20, 2 |
ดูความผันผวนและกรอบราคา |
| MACD |
12, 26, 9 |
ดูการตัดกันเพื่อหาจุดกลับตัว และโมเมนตัม |
| RSI |
14 |
ดูโซนซื้อมากเกินไป / ขายมากเกินไป |
| EMA |
9, 21, 50, 200 |
ดูแนวโน้มตามระยะเวลา (สั้น, กลาง, ยาว) |
ข้อควรระวัง: อย่าเปิดใช้พร้อมกันทั้ง 7 ตัวในหน้าจอเดียว เพราะจะทำให้กราฟ "รก" จนตัดสินใจลำบาก!
แนะนำให้เลือกใช้ EMA 1-2 เส้น + RSI หรือ MACD + Bollinger Bands ก็เพียงพอต่อการเทรดอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว สะดวกใช้อันไหนก็เลือกเอาไปใช้ได้เลยครับ 😊